sureephorn's profileOn My WayPhotosBlogListsMore Tools Help

On My Way

life is long journey

sureephorn amarit

Occupation
Location
October 27

รถไฟขบวนแรก

 
วันนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฉันยังอยู่บนภูชี้ฟ้า
 
ปฏิทินในใจยังรู้สึกราวกับว่ามันเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน แต่ปฏิทินในโลกแห่งความเป็นจริงบอกว่า มันผ่านมา 1 สัปดาห์แล้วกับการเดินทางที่เคยเป็นเพียงความฝันในอากาศ
 
ภูชี้ฟ้าสวย แม้ไม่สวยเท่าที่คาดหวัง แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่มีอะไรที่น่าผิดหวัง
 
การกล้าตัดสินทำอะไรที่อยากทำสักครั้งโดยไม่ต้องคิดมาก เพื่อนคนเก่าในมุมที่ใกล้กว่าเดิม สถานที่ใหม่ที่สองเท้าของเราไม่เคยเหยียบย่ำไป และรอยยิ้มของใครหลายคนที่ไม่ได้เห็นมานาน
 
จะน่าเสียดายสักแค่ไหน ถ้าวันนั้นบอกกับตัวเองว่า "ไว้คราวหน้า" เหมือนที่ผ่านมา
 
แต่ก็นั่นแหละ เป็นเพราะเวลาและโอกาสหลายๆ อย่างที่มาบรรจบกันพอดี ขบวนรถไฟสายนี้จึงแล่นผ่านมา และจอดเทียบท่าให้ฉันก้าวขาพาตัวขึ้นไป หาใช่ความริเริ่มหาญกล้าของฉันเพียงลำพังไม่
 
"ฉันจะบอกความลับของรถไฟให้ฟังเอามั้ย ?
มันไม่สำคัญหรอกนะ ว่ารถไฟจะพาเธอไปที่ไหน
สิ่งสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจของเธอต่างหากล่ะ
ว่าจะกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนั้นหรือเปล่า"
 
ขอบคุณเพื่อนๆ เวลา โอกาส เจ้านายใจดี และคุณนิ้วกลม กับหนังสือ "โตเกียวไม่มีขา" ของเขา ที่ช่วยให้ฉันได้พิสูจน์ว่าคำพูดของนายตรวจตั๋วรถไฟในหนังเรื่อง "The polar express" ประโยคนี้เป็นจริง
 
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การโดยสารรถไฟขบวนแรกของฉัน แต่มันก็เป็นรถไฟขบวนแรกที่ฉันตัดสินใจขึ้นไปเพราะ "อยาก" ขึ้น ไม่ใช่เพราะ "ต้อง" ขึ้น
 
และหวังว่ามันจะไม่ใช่รถไฟขบวนสุดท้าย
October 10

สุดที่รัก

 

สุดที่รัก : Retrospect

เพียงเวลาแค่ไม่นาน ทำให้เราได้คุ้นเคย
สุขและทุกข์ที่ล่วงเลย มันทำให้เรายิ่งผูกพัน
แต่เวลาคือสิ่งเลวร้ายเช่นกัน เวลาช่างแสนสั้น
ทำให้เราต้องจากกัน

สุดเส้นทางปรายขอบฟ้า ชะตาได้กำหนด
ไม่อาจจะพบกัน แต่ตัวฉันไม่เคยจะลืมเธอ
ภาพเก่าคืนย้อนมา
จุดจบคือน้ำตา และรักที่ยังไม่เคยจางหาย

แม้ว่าวันนี้เธอจะอยู่แสนไกล
แต่ความทรงจำดีๆ นั้นไม่เคยจางหาย
ตราบที่ดาวเต็มฟ้าเธอยังคงวนเวียนในหัวใจ
หลับให้สบายสักวันคงพบกัน สุดที่รัก

สุดเส้นทางปรายขอบฟ้า ชะตาได้กำหนด
ไม่อาจจะพบกัน แต่ตัวฉันไม่เคยจะลืมเธอ
ภาพเก่าคืนย้อนมา
จุดจบคือน้ำตา และรักที่ยังไม่เคยจางหาย

แม้ว่าวันนี้เธอจะอยู่แสนไกล
แต่ความทรงจำดีๆ นั้นไม่เคยจางหาย
ตราบที่ดาวเต็มฟ้าเธอยังคงวนเวียนในหัวใจ
หลับให้สบายสักวันคงพบกัน

แม้ว่าวันนี้เธอจะอยู่แสนไกล
แต่ความทรงจำดีๆ นั้นไม่เคยจางหาย
ตราบที่ดาวเต็มฟ้าเธอยังคงวนเวียนในหัวใจ
หลับให้สบายสักวันคงพบกัน สุดที่รัก สุดที่รัก สุดที่รัก

September 06

คำสาปพระธาตรี

 
ห่างหายกันไปซะนาน แต่ยังไม่ลืมกันนะ มัวไประเริงอยู่ใน Hi5 ซะนาน แต่ก็ไม่ได้เขียนอะไรในนั้นหรอก อันนั้นเอาไว้ติดต่อกับเพื่อนแล้วกัน ส่วนสเปซนี่ยังเป็นมุมเล็กๆ ไว้แบ่งปันเรื่องเหล้า...เอ๊ย เรื่องเล่า เหมือนเคย
 
ช่วงนี้มีเรื่องเล่าเยอะนะ มีเรื่องไอ้เกลือเป็นพิษ จนเรากับเหี่ยวได้ไปตะลุยวังหลังกัน กับเรื่องมหัตภัยไซนัสอักเสบของเรา แต่ถึงวันนี้สองเรื่องนั้นก็กระแส (อยากเล่า) ซาไปแล้ว เอาเป็นว่า ตะลุยวังหลังวันนั้นสนุกมาก แล้วก็ร้อนมาก มีรองเท้ามือสองเต็มไปหมดเลย ถ้าใครตาดี มีสิทธิ์ได้ของดีราคาย่อมเยา แล้วก็ของกินเยอะมาก อันนี้ไม่ต้องตาดีตาถึงแต่อย่างใด ให้ความตะกละ เอ๊ย สัญชาตญาณพาไปเลย
 
ส่วนไอ้เกลือ ที่มันหลอกเหี่ยวว่ามาเมืองกรุง จนเราพลอยติดร่างแหมาคอยมันไปด้วย เห็นแก่ความน่ารักของหมามัน ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง แต่ให้รอลงอาญาไว้ก่อน
 
สำหรับมหันตภัยไซนัส ตอนนี้มันก็ไม่ใช่มหันตภัยแล้ว พอกินยากับล้างโพรงจมูกไปก็รู้สึกดี เหมือนดังปกติ แต่น่าตื่นเต้นนิดหน่อย ที่ได้เห็นภายในโพรงจมูกของตัวเองด้วย แต่ก็อยากจะเตือนทุกๆ คนนะ ถ้าปวดบริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว หน้า แล้วก็คัดจมูก น้ำมูกไหล เวลาเจออากาศเย็น หรือกินของเย็นๆ ก็ลองไปหาหมอดู เป็นน้อยๆ รักษาไม่ยากหรอก
 
เขียนทีไรก็ชอบนอกเรื่องทุกที กลับมาเรื่องที่จะเขียนกันวันนี้ดีกว่า
 
------------------------------------------------
 
คำสาปพระธาตรี
 
"ผู้หญิงทำไมถึงเข้าใจยากนักนะ"
 
"อะไรของเขาน่ะ พวกผู้ชายเนี่ย ไม่เห็นจะเข้าใจ"
 
"ดู...เดินตั้งเป็นชั่วโมงๆ แล้วซื้ออะไรไม่เห็นได้สักอย่าง"
 
"มีอะไรก็ไม่พูด แล้วจะรู้เรื่องกันได้ยังไง"
 
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินประโยคทำนองนี้กันมาบ้าง หรือไม่งั้นบางคนก็อาจจะเคยพูดมันออกมาเองเลยก็ได้ แล้วก็มีหนังสือ มีงานวิจัยออกมามากมายที่พยายามอธิบายถึงความเป็น "ผู้ชาย" และความเป็น "ผู้หญิง" รวมถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสองเพศ
 
เมื่อวานนี้ก็อ่านเจองานเขียนชิ้นหนึ่ง คอลัมน์ "ชักธงรบ" ของกิเลน ประลองเชิง ซึ่งเป็นคอลัมน์การเมือง อยู่ในหน้า 3 ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คอลัมน์นี้ผู้เขียนชอบเล่าเรื่องต่างๆ ก่อนจะโยงเข้าสู่การเมืองหรือประเด็นร้อนของสังคมในช่วงท้าย ตอนนี้ก็เช่นกัน คุณกิเลนเล่าถึงคำนิยมในคัมภีร์ "108-1009 ปรุงรักเติมรส" ของเมอร์ลิน ซึ่งเขียนถึงตำนานการสร้างมนุษย์ของพระธาตรี เรื่องมีอยู่ว่า
 
เมื่อพระธาตรี (ธาตรี=แผ่นดิน โลก น่าจะเป็นเทพแห่งโลก--อิ๋ว) คิดจะสร้างมนุษย์ ก็คว้าเอาของใกล้มือ ตั้งแต่พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาว ภูเขา และป่า... ได้ผู้ชายต้นแบบเอาหนึ่งคน
 
พระธาตรีเพิ่งรู้ว่ามือหนัก ควักของใหญ่ๆ ไปหมดแล้ว เหลือของให้เลือกน้อย...คราวนี้จึงค่อยๆ ประดิดประดอย...เลือก
 
ความกลมของดวงจันทร์ ความคดโค้งของเถาวัลย์ ความไหวของใบหญ้า ความนุ่มของดอกไม้...ความระยับของแสงแดด น้ำตาของหมอก ความขลาดของกระต่าย ความหยิ่งของนกยูง ความแข็งของเพชร ความหวานของน้ำผึ้ง ความดุของเสือ ความอุ่นของไฟ ความเย็นของหิมะ การขันคูของนกพิราบ
 
เอาสิ่งเหล่านี้ผสมกันเข้าไป ได้ผู้หญิงต้นแบบ...แล้วก็ยกให้ผู้ชาย
 
7 วัน ผู้ชายก็ขอคืนผู้หญิง บอกว่าจุกจิกจู้จี้เอาใจยากเหลือทน วันที่ 8 ผู้ชายก็ย้อนมา บอกว่าขาดผู้หญิงก็อยู่ไม่ได้ ขอเอาไปอยู่ได้ไม่กี่วัน ก็เบื่ออีก
 
คราวนี้พระธาตรีหมั่นไส้ ตวาดว่า พวกมึงประหลาด จะอยู่ด้วยกัน ก็อยู่ไม่ได้ จะไม่อยู่ด้วยกันก็ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น จะสุขจะทุกข์ พวกมึงก็อยู่ด้วยกัน...ไปเถิด
 
เพราะพระธาตรีสาปไว้...ผู้หญิงกับผู้ชายจึงต้องอดทนอยู่ด้วยกัน จนถึงวันนี้
 
พออ่านตำนานนี้ ก็จะเข้าใจทันทีว่าผู้หญิงทำไมถึงเป็นเพศที่ซับซ้อนเข้าใจยากนัก (พูดเหมือนตัวเองไม่ใช่ผู้หญิง ก็เป็นผู้หญิงนั่นแหละ แต่ห่างไกลผู้หญิงต้นแบบมามากหน่อย) แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าผู้หญิงละเอียดอ่อนละเมียดละไมเพราะอะไร และผู้ชายทำไมถึงได้ชื่อว่าเป็นเพศที่แข็งแกร่ง สนใจแต่เรื่องใหญ่ๆ ไม่ค่อยใส่ใจในรายละเอียด ก็ดูสิ่งที่มาประกอบกันเป็นผู้ชายและผู้หญิงสิ ผู้ชายหนักๆ หลักๆ ใหญ่ๆ แต่ไม่กี่อย่าง ส่วนผู้หญิงส่วนผสมมากมาย หลากหลายที่มา แถมบางอย่างยังเป็นของที่ตรงข้ามกันมาอยู่รวมกัน บางครั้งผู้หญิงก็เลยอ่อนไหวแปรปรวนบ้างเป็นธรรมดา
 
แต่ในความต่างนั้น ผู้ชายก็ยังมีส่วนผสมของสิ่งที่น่าจะเป็นตัวแทนของความสวยงาม อ่อนโยน เพ้อฝัน อย่างพระจันทร์ ดาว และผู้หญิงก็ยังมีส่วนผสมของสิ่งที่แข็งที่สุดในโลกอย่างเพชร เสริมด้วยความดุร้ายจากเสือ
 
บางทีผู้หญิงกับผู้ชายเราอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมากนักก็ได้ ขึ้นอยู่กับเราแสดงด้านไหนออกมากกว่ากัน เสียดายที่ตำนานพระธาตรีไม่ได้บอกไว้ว่า แล้วมนุษย์ผู้หญิงรู้สึกอย่างไรกับผู้ชาย จะเบื่อๆ อยากๆ เหมือนกันหรือเปล่า
 
เขียนไปเขียนมาก็นึกถึงประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง "Me Myself : ขอให้รักจงเจริญ" "จริงๆ แล้ว มนุษย์เป็นอย่างที่เราเป็น หรือเป็นอย่างที่เราอยากเป็น หรือเป็นอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็นกันแน่" งงมั้ย ตั้งสติแล้วลองอ่านใหม่ดูอีกที ช้าๆ แล้วก็จะรู้สึกดีขึ้น
 
คือกำลังสงสัยว่า ที่พวกเราผู้หญิงกับผู้ชายเป็นแบบนี้ ก็เพราะเราเป็นแบบนี้ เป็นเพราะดีเอ็นเอ หรือเพราะส่วนผสมของพระธาตรีอย่างว่า หรือเป็นเพราะพอเราเห็นว่าตัวเองเป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย ดังนั้นเราต้องเป็นแบบนี้ หรืออีกทีเพราะครอบครัว สังคม เลี้ยงดู หล่อหลอมให้เราเป็น หรือทุกอย่างรวมกัน
 
แล้วเหล่าบรรดาเพศที่ 3 ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิด จิตใจ ไม่ตรงกับร่างกายของตัวเองล่ะ การศึกษาต่างๆ ก็ยังตอบได้ไม่แน่ชัด ...หรือเขาและเธอเหล่านั้น คือมนุษย์ผู้ที่ดิ้นรนจะอยู่นอกเหนือคำสาปของพระธาตรี
 
แต่ถึงกระนั้น ในเหล่าบรรดากระเทย เกย์ ทอม ดี้ ฯลฯ ก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งที่มีบทบาทเป็น "ผู้หญิง" และอีกฝ่ายก็ต้องแสดงบทบาทเป็น "ผู้ชาย" ไม่ใช่หรือ?
 
มาถึงบรรทัดนี้เลยกลายเป็นว่า ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชายจะแตกต่างกันอย่างไร หรือเพศในใจจะตรงกับเพศทางกายหรือไม่ ผู้หญิงกับผู้ชายก็ต้องอยู่คู่กันอยู่ดี
 
นั่นเป็นเพราะคำสาปพระธาตรี หรือว่าเพราะว่าเราต่างเป็นส่วนหนึ่งของโลก เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ดวงจันทร์ที่ไม่กลมจะเรียกว่าดวงจันทร์ได้หรือ ความระยับของแดดจะเกิดมาได้อย่างไรหากไม่มีดวงอาทิตย์ ภูเขาและป่าจะสมบูรณ์ได้อย่างไร หากไม่มีความคดโค้งของเถาวัลย์ ความไหวของใบหญ้า ความนุ่มของดอกไม้ น้ำตาของหมอก ความขลาดของกระต่าย ความหยิ่งของนกยูง ความดุของเสือ การขันคูของนกพิราบ
 
ผู้หญิงและผู้ชายจึงขาดกันและกันไม่ได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเราว่า อยากจะอยู่ด้วยกันแบบทนอยู่ อยู่แบบต้องคำสาป หรืออยู่อย่างเข้าใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัย เติมเต็มกันและกันให้สมบูรณ์ 
July 25

BANGKOK, JE T'AIME : ทุกๆ ที่มีความรัก

 
 
หลังจากพยายามเป็น minimalism เขียนน้อยแต่กินความมากในตอนที่แล้ว คนเดิมที่เยิ่นเย้อยืดยาวก็กลับมา ถ้ามีผู้ใดพลัดหลงเข้ามาอ่าน ก็โปรดทำใจหน่อยนะครับพี่น้อง
 
เมื่อวันเสาร์ พอออกเวรตอน 9 โมงเช้าปุ๊บ ก็เดินทางไปหาสนุก ฮ่าๆ โทรไปทำลายความฝันของน้องเหี่ยวเธออีกด้วย กำลังฝันว่าประกวดเต้นผ่านเข้ารอบพอดี เสียใจด้วยนะ โดนสกัดดาวรุ่งซะก่อน
 
แวะไปกินข้าวธงฟ้าราคาประหยัดที่โลตัสกันก่อน จากนั้นก็ไปผิดโรงอีกตามเคย เหมือนตอนไปดูกับพี่เข็ม พี่ยีน เมื่อ 2 ปีก่อน ไปสยามก่อน แล้วก็ลิโด้ แต่หนัง "PARIS, JE T'AIME" ที่ตั้งใจจะไปดูกันน่ะ ฉายที่สกาล่า เป็นครั้งแรกที่เคยมาโรงนี้ เคยแค่ผ่าน เขาพยามอนุรักษ์บรรยากาศเก่าๆ ไว้ อย่างช่องขายตั๋วยังไม่มีระบบคอมพิวเตอร์ ผังที่นั่งเป็นแผ่นกระดาษถ่ายเอกสาร พอเราเลือกเขาก็เอาปากกาวง แล้วก็ไปเขียนบนตั๋ว ตั๋วเหมือนคูปองกินข้าวเลย แต่ก็สวยดีเหมือนกัน เรากับสนุกเลยถ่ายรูปเล่นเพลินไป
 
แต่ที่ชอบที่สุดก็คือ คนตรวจตั๋วและพาเราไปหาที่นั่ง เป็นคุณลุงใส่สูทสีเหลืองสดใสเห็นเด่นชัดในความมืดของโรงหนัง
 
"PARIS, JE T'AIME" ปารีส มหานคร 'แห่งรัก' เป็นหนังสั้น 18 เรื่อง จาก 20 ผู้กำกับ มาร้อยรวมกัน คล้ายๆ เรื่อง "Love Actually" นะ ถ้าใครเคยดู ก็ถ้า "Love Actually" คือ Love actually is around you. (หากเขียนผิดไวยากรณ์ขออภัย) "PARIS, JE T'AIME" ก็คือ Love actually is everywhere. แต่ "PARIS, JE T'AIME" จะมีมุมมองความรักที่หลากหลายกว่า ก็จำนวนเรื่องมากกว่านี่ ซึ้ง สุข เศร้า เหงา ฮา น่ารัก ลึกลับตื่นเต้นก็มี เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นตามย่านต่างๆ ของกรุงปารีส มองอีกแง่ว่าเป็นสารคดีท่องเที่ยวปารีสเคล้าเสียงเพลงเพราะก็ได้
 
ฮาที่สุดเรายกให้เรื่องความรักของผีดูดเลือดนี่แหละ ตอนแรกก็ลึกลับตื่นเต้นอย่างที่บอก พอดูไปดูมา อะไรกัน(วะ) ประสาท ตอนจบสนุกบอกว่าฉันกลัวคู่นี้ อีกเรื่องที่ฮามาก+อะไร(วะ) คือ เรื่องของนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันนั่งอ่านคู่มือเที่ยวปารีสอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดิน หนึ่งในคำเตือนระบุว่าอย่าสบตาใคร ทันใดนั้นเขาก็เผลอไปสบตากับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังจูบอยู่กับแฟนหนุ่มเข้า...เท่านั้นก็เป็นเรื่อง
 
น่ารักที่สุดเห็นตรงกันว่าได้แก่ เรื่องครอบครัวละครใบ้ ที่เราว่าน่ารักอีกเรื่องก็คือ คู่รักซึ่งกำลังจะแต่งงานกันพากันไปที่สุสานฝังศพบุคคลสำคัญของฝรั่งเศส สองคนทะเลาะกันเพราะหญิงสาวหาว่าหนุ่มคนรักไม่มีอารมณ์ขันไม่มีอารมณ์สุนทรีย์ จนกระทั่งผีออสการ์ ไวลด์ นักเขียนชื่อดังซึ่งเธอสุดชื่นชม ต้องออกมาให้คำแนะนำกับเขา
 
ที่สนุกชอบและเศร้าที่สุดก็คือ เรื่องของชายผิวดำซึ่งเกิดรักแรกพบหญิงสาวแปลกหน้า อยากขอนัดดื่มกาแฟกับเธอสักครั้ง แต่กว่าจะสมหวังก็ต้องรอถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่เศร้าที่สุดสำหรับเรา เป็นเรื่องคุณแม่ยังสาวคนหนึ่งต้องเอาลูกของตัวเองไปฝากไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กเพื่อไปทำงานเป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกคนอื่น ถ้าใช้ภาษาอาจารย์อรรถจักรเขาเรียกว่า "เศร้าเชิงโครงสร้าง"
 
เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของหญิงสาววัยกลางคนเดินท่องเที่ยวเพียงลำพังไปทั่วปารีส แม้ตื่นตาตื่นใจ อิสรเสรี แต่ก็ช่างโดดเดี่ยว ก่อนจะค้นพบว่าสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดก็คือการมีชีวิตอยู่ เริ่มรู้สึกรักชีวิต รักปารีส และคิดว่าปารีสเองก็รักเธอ เรื่องนี้เราสมาธิเราแตกซ่านแล้ว เพราะปวดฉี่มาก ปวดมานาน แต่ไม่กล้าไป ถ้าไปก็มีหวังพลาดหนังไป 2-3 เรื่องแน่ แต่ดูไปก็ยังไม่วายคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นชีวิตในอนาคตของเราหรือเปล่า อีก 20 ปีข้างหน้า เราจะนั่งอยู่เพียงผู้เดียวที่ม้านั่งในสวนสาธารณะที่ไหนสักแห่งในกรุงเทพฯ แล้วก็พูดว่า "กรุงเทพฯ ฉันรักเธอ" ...BANGKOK, JE T'AIME... หรือเปล่า
 
จากโรงหนังแน่นอนว่าจุดหมายแรกคือ ห้องน้ำ สนุกก็เป็นเช่นเดียวกับเรา แล้วก็ออกเดินทางไปจุฬาเพื่อให้สนุกยืมหนังสือต่อ สนุกเกิดความคิดพิเรนทร์จะเปลี่ยนกางเกงกับเรา เพราะคุณเธอใส่ขาสั้นเข้าห้องสมุดจะโดนว่าได้ แต่เดชะบุญเกิดเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย เราถอดออกมาแล้วนะนั่น แต่ก็ยินดีใส่กลับเข้าไป เพราะยังไงก็ไม่คิดว่าตัวเองจะใส่กางเกงของคุณเหี่ยวเธอได้ ตอนแรกก็ให้เราเป็นคนคืนให้ แล้วพรุ่งนี้สนุกจะมายืมใหม่เอง แต่สุดท้ายก็เข้าไปกันทั้งสองคนอย่างนั้น แล้วสนุกก็ดำเนินการทั้งหมดเอง  โดยมีเสียงว่าเบาบางจากคุณป้าใส่แว่นหน้าตาเข้มงวดที่นั่งห่างเคาน์เตอร์บรรณารักษ์ไปเล็กน้อย ซึ่งเราคิดว่าสนุกคงไม่ได้ยิน เป็นอันเสร็จภารกิจยืมต่อหนังสือของปังคุงกับเจมส์
 
แล้วก็ได้เวลากินข้าวอีกครั้ง ที่โรงอาหารคณะของสนุกหรือคณะนิติฯ ก็จำไม่ได้แล้ว ผัดมักกะโรนีกุ้งอร่อยมาก กุ้งสุกกำลังพอดี ให้เยอะและถูกด้วย ระหว่างกินการเม้าท์เรื่องหนังยังไม่สิ้นสุด จนกระทั่งเดินไปถึงหอศิลป์จุฬาฯ กำลังมีนิทรรศการ "ตัวหนังสือ เส้น สี" ศิลปินคือ ชัยวัฒน์ ลิ้มเศรษฐานุวัต และวิสูจน์ ศรีสัจจะลักษณ์ พร้อมด้วยศิลปินรับเชิญเป็นนักเขียนชื่อดัง เช่น สุชาติ สวัสดิ์ศรี ไมตรี ลิมปิชาติ ชาติ กอบจิตติ ฯลฯ เรากับสนุกหนักไปทางดูภาพว่าสวยดีนะ แปลกดีเนอะ แล้วก็ถ่ายรูปกันสนุกสนาน มากกว่าจะถกตีความอะไรเกี่ยวกับภาพ เห็นจะถกกันอยู่แค่ชุดเดียวมั้ง ชุดที่ชื่อว่า "ถ้ำมอง"
 
แต่ที่ชอบกันมากก็คือ ชุดนางในวรรณคดี ไม่แน่ใจว่าใช้ถ่านหรือดินสอดำ หรืออะไรอย่างอื่น เขาก็บอกไว้แต่ดันลืม แล้วก็ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่าเขาเรียกแนวอิมเพรสชั่นนิสต์หรือเปล่า ที่มันเหมือนวาดอย่างไม่ได้ตั้งใจ ขีดๆ ป้ายๆ ดูเลอะๆ มีอยู่หลายแม่ แต่ที่จำติดหน่อยก็แม่กีรติ แม่นาก และแม่ทมยันตีนี่แหละ สองแม่แรกน่ะแปลกใจว่านับเป็นนางในวรรณคดีด้วย ส่วนแม่หลังไปคิดถึงคุณทมยันตีที่เป็นนักเขียน แล้วก็มีเรื่องเม้าท์กันไป
 
จากจุฬาก็ไปเดินมาบุญครอง-โบนันซ่าอีกนิดหน่อย สนุกได้ต่างหูไปหนึ่งคู่ เสื้อผ้าสวยๆ เยอะเชียว กระตุ้นต่อมอยากสวยของเราได้เล็กน้อย
 
วันนั้นเป็นอีกวันหนึ่งที่เรามองกรุงเทพฯ น่ารักกว่าทุกวัน ในท่ามกลางชีวิตเร่งรีบ มลพิษ รถติด วุ่นวาย วันนั้นกรุงเทพฯ ก็ยังมีมุมเล็กๆ ที่ทำให้เรามีความสุขได้ บางทีความสุขก็อาจจะเหมือนความรัก มีอยู่ทุกที่เพียงแต่ว่าเราจะมองเห็นมันหรือเปล่า ไม่ว่าปารีส กรุงเทพฯ นิวยอร์ก โตเกียว หรือโคกอีแร้ง ทุกๆ ที่ก็มีความรักและความสุขได้
 
ไม่ต้องรออีก 20 ปี ตอนนี้เราก็เริ่มจะ "BANGKOK, JE T'AIME" นิดๆ แล้ว
 
ปล.วันนี้เพิ่งไปอ่านใน Hi5 ของสนุกเขียนเกี่ยวกับ "PARIS, JE T'AIME" ได้น่ารักดี ไม่ยาว 3 กิโลเหมือนเราด้วย 
July 14

พักร้อนฉบับ minimalism

 
8 กรกฎา
วันแรก : แม่กลอง อัมพวา, สมุทรสงคราม
 
ไหว้พระ
พลุกพล่าน-สงบเงียบ
ศรัทธา-พาณิชย์
 
ตลาดน้ำ
อิ่มตา
อิ่มท้อง
 
หิ่งห้อย
หนึ่งแสง
ล้านแรงบันดาลใจ
 
 
9 กรกฎา
วันที่สอง : บ้านเราเอง สมุทรปราการ
 
นอน
นอน
และนอน...
 
10 กรกฎา
วันที่สาม : บ้านหลังเดิม
 
เท่าดวงอาทิตย์
แมงกระพรุนถนัดซ้าย
ปลุกกำลังใจ
เติมไฟฝัน
 
 
 11 กรกฎา
วันที่สี่ : บ้านหลังนั้นแหละ
 
ซัก-ล้าง
ป่วยไข้
ดูแล
 
 
Photo 1 of 141
หนังสือบางเล่มอ่านแล้วเพลินใจ บางเล่มให้แรงบันดาลใจ แต่มีบางเล่มถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยนหัวใจ